Latest Posts

ไอหนักเพราะเป็นภูมิแพ้ บริษัทกลัวเป็นโควิด -19 สั่งไล่ออกจากงาน

 มีผู้ชายคนหนึ่งได้ร้องเรียนไปทางเพจสายสืบ ออนไลน์โดยเขาได้เล่าเรื่องราวชีวิตส่วนตัวของเขารวมถึงระบายความในใจให้กับทางเพจฟังโดยสิ่งที่สร้างความสะเทือนใจให้กับตัวเขาเองและคนที่ได้ฟังเรื่องราวของเขาก็คือชายหนุ่มคนนี้เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่ทำงานหาเลี้ยงลูกคนเดียว

โดยเขาทำงานเป็นลูกจ้างอิสระให้กับทางบริษัทแต่ปัญหาที่เข้าพบหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Corona ก็คือผู้คนต่างพากันหวาดกลัวเชื้อไวรัสโคโรน่าและบางคนก็ถึงกับหลอนว่าหากใครมีอาการป่วยไข้นิดหน่อยก็อาจจะมีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ซึ่งเขาก็หนึ่งในนั้นที่เพื่อนๆต่างพากันสงสัยว่าเขาน่าจะมีการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือไม่เนื่องจากว่าเขามีอาการไออย่างหนักขณะที่ทำงานอยู่แต่ที่จริงแล้วสาเหตุที่เขาอายนั้นเพียงเพราะว่าเขาเป็นโรคภูมิแพ้

และที่ทำงานก็มีฝุ่นเยอะแต่เพื่อความสบายใจของเพื่อนร่วมงานและทางบริษัทเขาลงทุนไปตรวจที่โรงพยาบาลโดยนำผลตรวจมาให้ทางบริษัทดู  ซึ่งผลตรวจก็ระบุออกมาแล้วว่าตัวเขาเองนั้นสวยแค่เพียงเป็นโรคหลอดลมอักเสบเท่านั้นและยังทำการเช็คปอดซึ่งก่อนของเขาก็ยังปกติดีอยู่และเพื่อความสบายใจของเพื่อนร่วมงานและทางบริษัทเขายอมเสียเงินถึง 8200 บาทเพื่อทำการตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรน่าในร่างกายและผลสรุปออกมาว่า

เขาไม่มีเชื้อดังกล่าวแต่เมื่อเขาเอกสารทั้งสองอย่างนี้ไปยืนยันกับทางบริษัททางบริษัทก็ยังมีการไล่ออกจากงานอยู่ดีทำให้ตอนนี้ตัวเขาเองรู้สึกเคว้งคว้างมากเพราะเขาต้องหาเงินเลี้ยงลูกอยู่คนเดียวดังนั้นถ้าเขาไม่มีงานเขาก็จะไม่มีเงินนะมาเลี้ยงครอบครัว ในตอนนี้ใช้คนดังกล่าวได้มีการทิ้งท้ายเอาไว้ว่าเขาลำบากมากในตอนนี้เพราะเขาคือคนเดียวที่หาเงินเลี้ยงลูกอยู่แล้วถ้าเกิดสถานการณ์ยังเลวร้ายอยู่แบบนี้เขาก็ไม่สามารถที่จะไปหางานทำที่ไหนได้เพราะว่าบริษัทส่วนใหญ่ก็ปิดทำการกันหมดแล้วแล้วเขาจะเอาเงินที่ไหนไปเลี้ยงครอบครัวเราเลี้ยงลูกของเขา 

      จากข่าวนี้ทำให้เห็นว่าประชาชนเริ่มมีการหวาดระแวงและหวาดกลัวกันเองถึงแม้จะมีเอกสารทางการแพทย์มายืนยันว่าไม่ได้ติดเชื้อแต่หลายคนก็ไม่อยากอยู่ร่วมกับคนที่มีอาการไออย่างหนักซึ่งตรงนี้ทำให้คนที่มีภาระหน้าที่ที่ต้องหาเงินเลี้ยงดูครอบครัวต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากดั่งเช่นที่ชายคนนี้เจออันที่จริงทางบริษัทควรจะมีการแยกแยะมากกว่านี้

หรือถ้าหากพนักงานในบริษัทต่างพากันหวาดกลัวผู้ชายคนดังกล่าวจะมีการติดเชื้อก็ควรจะให้เขาทำงานแยกออกมายังไม่ควรที่จะให้เขาออกจากงานเพราะเขาเองก็มีการไปตรวจแล้วว่าเขาไม่ได้ติดเชื้อไวรัสแต่เมื่อทางบริษัทสรุปแบบนี้ออกมามันก็สร้างผลกระทบให้กับเขาอย่างมากมายทีเดียว 

สามีโกรธครอบครัวอดีตเมียห้ามไม่ให้เจอลูก

สามีโกรธครอบครัวอดีตเมียห้ามไม่ให้เจอลูกบุกสังหารยกครัวตายทั้งหมด 4 ศพ

     ที่จังหวัดกาญจนบุรีช่วงกลางดึกคืนหนึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุว่ามีครอบครัวหนึ่งถูกคนร้ายบุกเข้ามายิงจนเสียชีวิต  โดยทันทีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงก็พบมีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 4 คนซึ่งในครั้งแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจพบผู้เสียชีวิตเป็นชายแก่และหญิงแก่ซึ่งทราบว่าเป็นพ่อแม่และเป็นเจ้าของบ้านที่เกิดเหตุโดยบุคคลที่เล่าเรื่องราวให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจฟังก็คืออดีตเมียของคนร้ายซึ่งเธอได้เล่าว่าผู้ที่ลงมือก่อเหตุนั้นเคยเป็นสามีของเธอมาก่อนแต่มีเรื่องผิดใจกันจึงเลิกลากันไปซึ่งเธอและผู้ก่อเหตุมีลูกด้วยกันอยู่ 2 คน

อยู่ในช่วงที่เกิดเหตุนั้นเธอได้นอนอยู่กับลูกสาวคนโตส่วนลูกสาวคนเล็กนั้นไปนอนกับปู่และย่าคนร้ายด้วยอาศัยจังหวะกลางดึกปีนขึ้นมาในห้องนอนของเธอและนำปืนมาขู่จะยิงเธอโดยมีช่วงหนึ่งที่คนร้ายเผลอเธอและลูกชิ้นวิ่งหนีออกไปให้ห้องข้างๆซึ่งเป็นห้องของน้องชายช่วยเหลือและล็อคประตูไม่ให้คนร้ายเข้าไปทำร้ายได้แต่ในระหว่างนั้นเองพ่อกับแม่ของเธอได้ออกมาดูเหตุการณ์พอได้ยินเสียงดังโครมครามรวมถึงลูกสาวคนเล็กที่ออกมาพร้อมกับปู่และย่าเมื่อก่อนหลายได้เห็นพ่อแม่ของเธอก็กระหน่ำยิงไปที่พ่อและแม่ของเธอจนถึงแก่ความตาย

เพราะคนร้ายมีความรู้สึกโกรธเคืองในตัวพ่อแม่ของเธอเป็นคนเดิมอยู่แล้วโดยเขาชื่อว่าพ่อกับแม่ของเธอกีดกันไม่ให้คนร้ายได้เจอหน้าลูกทั้งสองคนซึ่งมีกระสุน 1 ไปโดนลูกสาวคนเล็กของเธอด้วยและระหว่างที่คนร้ายยิงปู่กับย่าเสียชีวิตแล้วเขาก็ได้อุ้มลูกสาวออกไปจากสถานที่เกิดเหตุซึ่งตอนนี้คนในบ้านไม่รู้ว่าคนร้ายหนีไปทางไหนหลังจากทราบเรื่องราวทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ออกเดินตามหาบริเวณรอบๆบ้านที่เกิดเหตุจนเดินมาพบรอยเลือดอยู่ทางด้านหลังบ้านหยุดตรงไปทางยุ้งข้าวซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทันทำอะไรก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลังจากเสียงปืนดังไปแล้ว

ก็ไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้นอีกเลยทั้งที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไปยามเรียกจะมีการพังประตูเข้าไปจึงพบว่าคนร้ายได้ ยิงตนเองเสียชีวิตและลูกสาวคนเล็กที่คนร้ายอุ้มมาด้วยนั้นก็เสียชีวิตด้วยซึ่งทางเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าระหว่างที่คนร้ายอุ้มตัวลูกสาวออกมานั้นน่าจะรู้ว่าลูกโดนยิงด้วยแต่ด้วยความเป็นเด็กจึงทนพิษบาดแผลไม่ไหว

และเสียชีวิตทำให้ผู้เป็นพ่อเสียใจที่เธอไปทำร้ายโดยที่ไม่ตั้งใจจนลูกถึงแก่ความตายดังนั้นผู้เป็นพ่อจึงทำการปลดชีวิตตนเองแต่ตามลูกไปเพราะจากการให้ปากคำของอดีตเมียของคนร้ายให้การว่าคนร้ายรักลูกสาวคนเล็กมากถึงขนาดแอบไปหาลูกสาวที่โรงเรียนอยู่บ่อยๆและคนร้ายมีการฝังใจว่าที่ครอบครัวไม่ได้อยู่ด้วยกันเพราะพ่อแม่ของเมียกีดกันจึงทำให้คนร้ายเกิดความเครียดและมาก่อเหตุดังกล่าวขึ้น 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8

เจอรางวัลที่ 1 พนักงานเซเว่นเป็นคนดีเก็บไว้ให้เจ้าของ 

จากกรณีที่มีแม่ลูกคู่หนึ่งเก็บสลากกินแบ่งรัฐบาลได้หน้าร้านเซเว่นซึ่งเธอก็ได้นำลอตเตอรี่ฉบับดังกล่าวไปฝากไว้ที่ร้านเซเว่นโดยผู้จัดการร้านเก็บลอตเตอรี่ฉบับดังกล่าวไว้ให้แต่ตั้งแต่วันที่ลอตเตอรี่หายจนถึงวันที่ผลลอตเตอรี่ออกรางวัลก็ไม่มีใครมาขอรับล็อตเตอรี่เลยซึ่งเมื่อผู้จัดการร้านตรวจสอบลอตเตอรี่ฉบับดังกล่าวผลปรากฏว่าถูกรางวัลที่ 1 ได้เงินเป็นจำนวน 6 ล้านบาท

ทางผู้จัดการร้านเซเว่นจึงได้นำลอตเตอรี่ฉบับดังกล่าวไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจเพื่อตามหาเจ้าของและหลังจากที่มีข่าวเผยแพร่ออกไปนั้นต่างก็มีผู้คนเป็นจำนวนมากไปติดต่อที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งว่าตนเองเป็นเจ้าของลอตเตอรี่ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็ได้มีการตรวจสอบกล้องวงจรปิดเดินสามารถติดตามหาตัวเจ้าของลอตเตอรี่ตัวจริงมาได้แล้ว

ซึ่งนักข่าวก็ได้เข้าไปติดตามทำข่าวโดยไปขอสัมภาษณ์ผู้ที่มีส่วนร่วมในการเก็บลอตเตอรี่ในครั้งนี้ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น 2 แม่ลูกที่เป็นพบลอตเตอรี่เป็นกลุ่มแรกหรือแม้แต่พนักงานเซเว่นและหัวหน้าพนักงานเซเว่นเองก็ตามโดยคนที่เป็นผู้จัดการร้านเซเว่นเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวซึ่งนักข่าวก็มีการเข้าไปถามว่าหลังจากที่มีการเก็บล็อตเตอรี่ได้แล้วเมื่อเห็นแล้วว่าถูกรางวัลทำไมถึงไม่เก็บไว้เองโดยทางผู้จัดการร้านเซเว่นก็ได้บอกว่าความเป็นจริงแล้วตนเองก็มีแวบขึ้นมาบ้างที่คิดจะเก็บลอตเตอรี่เก่าไว้เองแต่คิดไปคิดมาลอตเตอรี่ฉบับนี้ไม่ใช่ของเรา

และคนเป็นเจ้าของเขาก็คงรู้สึกกระวนกระวายใจตัวเองรู้สึกสงสารคนที่เป็นเจ้าของลอตเตอรี่จริงได้พยายามติดตามหาตัวมารับรางวัลซึ่งจากความสัมภาษณ์ของผู้จัดการสาขาคนดังกล่าว เจ้ายังรู้ว่าสังคมไทยยังมีคนดีอยู่ถึงแม้ว่าในช่วงที่มีการประกาศตามหาตัวเจ้าของลอตเตอรี่จะมีคนแอบอ้างเป็นจำนวนมากก็ตามเมื่อนักข่าวได้สอบถามกับทางเจ้าของลอตเตอรี่ก็ได้ความว่าตนเองไม่ทราบว่าลอตเตอรี่หายไปแล้วก็ไม่ทราบได้ว่าตัวเองถูกรางวัลที่ 1 ยังไม่ได้ออกตามหาแต่เธอก็ต้องขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันเก็บลอตเตอรี่ที่เธอทำเรื่องไว้กับมาส่งคืนทำให้เธอได้รับเงินรางวัล

เดินสายทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ออกมายืนยันแล้วว่าหญิงสาวที่มารับลอตเตอรี่คนดังกล่าวนั้นเป็นเจ้าของลอตเตอรี่ตัวจริงเนื่องจากว่ามีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดจากทางหน้าร้านเซเว่นที่มีการบันทึกภาพไว้ได้ตั้งแต่ช่วงเวลาที่เธอทำลอตเตอรี่ร่วงและมีคนมาเก็บลอตเตอรี่ได้ดังนั้นนี่คือเจ้าของตัวจริงของลอตเตอรี่อันนี้แน่นอนและทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการนำเสนอให้มอบเกียรติบัตรความเป็นคนดีแก่คนที่เก็บลอตเตอรี่ได้ทั้งหมดจำนวน 5 คนเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับทั้ง 5 คนสืบไป

หญิงเล่าวีรกรรมคนข้างบ้าน

หญิงเล่าวีรกรรมคนข้างบ้าน  ยึดถนนตรงที่เป็นซอยตันสร้างที่จอดรถส่วนตัว

       ปัญหาเกี่ยวกับเพื่อนบ้านเป็นปัญหาโลกแตกที่ใครก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ใครที่ซื้อบ้านแล้วเจอกับเพื่อนบ้านที่ดี ถือว่าทำบุญมาเยอะมาก เพราะส่วนใหญ่เพื่อนบ้านแต่ละหลังก็มักจะสร้างปัญหาให้แก่กันอยู่บ่อยบ่อย เรามักจะได้อ่านข่าวหรือฟังข่าว เกี่ยวกับเพื่อนบ้านมีปัญหาทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง และบางครั้งก็มีปัญหากันถึงขนาดที่สุดท้ายแล้วการแก้ไขปัญหาก็จบลงด้วยการมีเรื่องชกต่อยกัน หรือว่าฆ่ากันตายก็มี อย่างล่าสุดที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเธอได้โพสต์เฟสบุ๊กเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดที่เธอต้องมาจะกับเพื่อนบ้านสุดแสบ จอมหัวหมอคนหนึ่ง

โดยเหตุการณ์เธอไม่ได้ระบุว่าเป็นหมู่บ้านอะไร และอยู่ที่ไหน แต่เธอได้เล่าระบายเอาไว้ว่า ตอนที่เธอซื้อบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่นี่ใหม่ใหม่ เธอได้เลือกบ้านที่อยู่ท้ายสุดของซอย ซึ่งซอยดังกล่าวเป็นซอยตัน ซึ่งเธอเห็นว่ามุมบ้านของเธอกำลังดีและมีลมพัดผ่านเย็นสบาย แต่ต่อมาเมื่อมีเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามย้ายเข้ามาอยู่ ก็ได้สร้างปัญหาให้กับเธอเนื่องจาก เพื่อนบ้านมักจะนำขยะมาวางไว้ที่หน้าบ้านและกลิ่นของขยะจะโชยเข้าไปในบ้านของเธอตลอด เพราะบ้านเธอเป็นทิศที่อยู่ใต้ลม เธอจึงได้เข้าไปคุยเรื่องดังกล่าวกับเพื่อนบ้านและได้แก้ไขปัญหากันไปเรียบร้อยแล้ว

ต่อมาเธอมักจะมีปัญหากับเพื่อนบ้านตลอด ทั้งเรื่องเล็กบ้างใหญ่บ้างและมีการพูดคุยและแก้ไขปัญหากันไป ซึ่งเธอพยายามมองข้ามบางปัญหาเพราะไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะถึงยังไงก็เป็นเพื่อนบ้านกันและยังต้องอยู่ร่วมซอยกันไปอีกนาน แต่มาล่าสุดที่เธอเจอและทำให้เธอทนไม่ได้นั่นก็คือ เพื่อนบ้านสุดแสบได้มาก่อสร้างที่จอดรถบนพื้นที่สาธารณะตรงบริเวณที่เป็นซอยตันมีการมุงหลังคาโรงจอดรถเอาไว้อย่างดี ซึ่งบริเวณนี้จะกินพื้นที่ด้านข้างหน้าบ้านเธอไปด้วย เธอจึงได้เข้าไปคุยกับเพื่อนบ้านถึงเรื่องการทำที่จอดรถแบบนี้ว่าผิดกฎหมายเพราะที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สาธารณะ

แต่เพื่อนบ้านไม่สนใจแก้ไขโดยบอกว่าตรงจุดที่ทำเป็นซอยตัน ไม่มีรถวิ่งผ่านสามารถสร้างได้ ทำให้เธอเครียดไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีจึงได้มาเขียนถามคนในเฟสบุ๊ก ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นที่วิจารณ์อย่างหนักถึงการกระทำของเพื่อนบ้านคนดังกล่าวที่เห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงเพื่อนบ้านหลังอื่นอื่น พร้อมกันคนส่วนใหญ่ก็เข้ามาเล่าประสบการณ์ของเพื่อนบ้านของแต่ละคนว่าเจอมาก็แสบไม่ต่างกับเพื่อนบ้านหลังนี้เลยและต่างก็ไม่รู้จะจัดการกับปัญหานี้อย่างไรดีเหมือนกัน

ร้านนวดย่านข้าวสารสนองนโยบายรัฐเตรียมปิดร้าน 14 วัน

ร้านนวดย่านข้าวสารสนองนโยบายรัฐเตรียมปิดร้าน 14 วันแต่ร้านอาหารที่ อาร์ซีเอ ยืนยันจะเปิด

       จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าตอนนี้พบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 177 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย รวมถึงตอนนี้มีกลุ่มคนต้องเฝ้าระวังว่ามีเกณฑ์ที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนามากถึง 7045 ราย แต่ในขณะเดียวกันวันนี้คือวันที่ 17 เดือนมีนาคม พ.ศ 2563 กลับพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามากถึง 30 คนด้วยกันภายในวันเดียวเท่านั้นเอง ใน 30 คนนี้มาจากผู้ที่ติดเชื้อมาจากสนามมวยและติดเชื้อมาจากสถานบันเทิงรวมถึงชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศอิตาลี

และคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศแถมยังมีคนขับรถแท็กซี่ที่ได้รับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศขึ้นรถมา ซึ่งหลังจากที่จำนวนพูดติดเชื้อมีปริมาณมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนายกรัฐมนตรีจึงได้ออกมาแถลงการณ์ กับมาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาโดยมาตรการนี้จะมีการป้องกันทั้งทางด้านทางอากาศ ทางบกและทางน้ำโดยจะเข้มงวดเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งใครจะเข้ามาในประเทศไทยจะต้องมีหลักฐานการแสดงตัวว่ามีการไปตรวจมาแล้วว่าไม่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

รวมถึงจะต้องมีใบรับรองแพทย์และใบประกันชีวิต จึงจะสามารถเดินทางเข้าประเทศได้และอีกประการหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีได้ออกมาแถลงการณ์ก็คือจะมีการหยุดจัดกิจกรรมวันสงกรานต์ โดยจะไปชดเชยการจัดงานสงกรานต์วันหลังและประกาศปิดสถานที่คิดว่ามีการเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส โควิด-19โดยจะให้ปิดทำการทั้งหมด 14 วัน  โดยจะเริ่มให้ปิดตั้งแต่วันที่ 28 ถึง 31 เดือนมีนาคมที่จะถึงนี้นอกจากจะเป็นสถานบันเทิงแล้วโรงภาพยนตร์ฟิตเนสหรือแม้แต่ร้านอาบอบนวดก็ต้องปิดด้วยเช่นเดียวกัน

และหลังจากการแถลงการณ์สภลงผลปรากฏว่าร้านค้าส่วนใหญ่ให้ผลตอบรับดีที่จะทำการปิดบริการชั่วคราวอย่างเช่นร้านนวดในถนนข้าวสารก็ตอบรับนโยบายเพราะว่าโดยปกติแล้วตอนนี้นักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้วลดลงไปมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นเพื่อเป็นการกำจัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสให้ได้ผลดีที่สุดทางร้านในถนนข้าวสารจึงร่วมใจกันที่จะปิดบริการตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมเป็นต้นไปและจะเปิดทำการอีกทีในวันที่ 31 มีนาคม

ที่จะถึงนี้แต่นโยบายนี้ก็ยังมีบางสถานที่ที่ไม่ยอมรับการปิดสถานบริการอย่างเช่นร้านอาหารแถวบริเวณ RCA ได้ออกมาบอกว่าจะยังคงมีการเปิดบริการตามปกติ เพราะทุกคนยังต้องกินต้องใช้ถ้าปิดกิจการไปแล้วก็ไม่มีเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย แต่สำหรับร้านเหล้าผับบาร์มีการปิดไปแล้วก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะแถลงการณ์ เนื่องจากว่าไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเลย 

เด็ก 6 ขวบหายสาบสูญพบแม่จมน้ำเสียชีวิต

     ที่จังหวัดอุดรธานีมีเหตุการณ์ ที่่มีหญิงสาวที่ชื่อวนิดาได้หายออกจากบ้านไปหลังจากนั้นวันที่ 26เดือนกุมภาพันธ์ปีพ.ศ. 2563  โดยเธอหายออกจากบ้านพร้อมกับลูกสาวของเธอคือน้องยี่หวา

แต่ประเด็นของเรื่องก็คือ มีคนมาเจอศพเธอที่สถานีคลองส่งน้ำ โดยเธอจมน้ำเสียชีวิตวันที่  12 เดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2563 แต่ว่าไม่มีใครพบลูกสาวของเธอน้องยี่หวา ทำให้หลายคนสงสัยว่าน้องยี่หวาหายไปไหน ซึ่งในตอนแรกมีการสันนิฐานกันว่าน้องยี่หวาอาจจะจมน้ำเหมือนอย่างคุณ วนิดา แต่บรรดานักประดาน้ำได้ดำน้ำตามหาร่างก็ไม่พอศพ

ตอนนี้ตำรวจกำลังตามหาตัวเด็กโดยมีการประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ ทางผู้สื่อข่าวได้ไปสัมภาษณ์สามีของคุณวนิดา ซึ่งอยู่ระหว่างการเศร้าเสียใจ โดยสามีของคุณวนิดาให้ข้อมูลว่าวันเกิดเหตุ สามีและคุณวนิดามีเรื่องทะเลาะกันหนักมากแต่ไม่ได้ลงไม้ลงมือกัน สาเหตุที่ทะเลาะกันเพราะคุณ วนิดา ไม่ยอมทำงานบ้านเอาแต่เล่นโทรศัพท์มือถือ

ซึ่งวันนั้นตอนเที่ยงสามีกลับมาบ้านมากินข้าวเที่ยงยังเจอภรรยาและลูกอยู่เลย โดยกินข้าวเสร็จเขาก็นอนหลับและตอนบ่ายลูกสาวก็มาปลูกให้ไปทำงาน ซึ่งวันเดียวกันนั้นเองตอนช่วงเวลาประมาณ ห้าโมงเย็นมีคนมาบอกกับสามีว่า เมียเอ็งขนเสื้อผ้าหนีไปแล้วพร้อมกับลูก ซึ่งเขากลับมาก็ไม่เจอเมียกับลูก เสื้อผ้าข้าวของหายไปหมด และเขาก็ออกตามหาเมียตั้งแต่วันที่เมียหายไปวันแรก จนถึงวันที่ 12 เดือนมีนาคมจึงมาพบศพเมีย

ซึ่งระหว่างที่เขาติดตามหาเมียนั้น มีเบาะแสมาว่า คุณวนิดาได้จ้างให้คนไปส่งที่ บขส. คนที่ขับรถไปส่งคุณ วนิดาชื่อว่า นายบัวลอย ซึ่งเขาได้เล่าให้นักข่าวฟังว่าตอนที่ขับรถไปส่งคุณ วนิดา ได้ยินคุณวนิดาคุยโทรศัพท์กับคนที่ชื่อว่าอ้วน ซึ่งคุณบัวลอยยังบอกกับคุณ วนิดาว่าจะไปกับคนชื่ออ้วนทำไม ตัวเองมีผัวแล้ว ในที่สุดก็ไปส่งถึง บขส. ตอนบ่ายโมงตรงและวนิดาก็นั่งรอคนชื่ออ้วนอยู่ที่ บขส. จนถึงหนึ่งทุ่มอ้วนถึงมาหาวนิดาที่ บขส . ที่นายบัวลอยทราบเพราะนั่งรอเพื่อจะเอาเงินค่าจ้าง 300 บาทที่นางวนิดาว่างจ้างให้มาส่ง และหลังจากนั้นนาง วนิดาก็หายไป

จนมาพบอีกทีกลายเป็นศพเสียชีวิต และลูกวนิดา วัย 6 ขวบหายไป ซึ่งระหว่างทางที่นายบัวลอยมาส่งนางวนิดา จะได้ยินว่านายอ้วนขับรถมาจากจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อมารับนางวนิดา แต่รถเสียระหว่างทางตรงจังหวัดโคราช จึงได้นั่งรถจากโคราชเพื่อมารับวนิดาแทน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งติดตามตัวนายอ้วนเพื่อมาสอบสวน

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  rb88

ข่าวผู้จัดการร้าน สเต็กซานตาเฟ่

ข่าวผู้จัดการร้าน สเต็กซานตาเฟ่ ฉีกใบสมัครงานพาร์ตไทม์ทิ้งเพราะเด็กเรียกเงินหลักหมื่น

               จากกรณีที่มีผู้จัดการร้านสเต๊กดัง  ชื่อร้านสเต๊กซานตาเฟ่ ได้มีการโพสต์ข้อความส่วนตัวลงบน Facebook บอกเล่าเรื่องราวว่าทางร้านของตนเองมีการเปิดรับสมัครพนักงานพาร์ตไทม์ เพื่อให้เด็กนักเรียนได้มาทำงานในวันหยุดช่วงปิดเทอม แต่ปรากฎหว่ามีเด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งมายื่นเอกสารการสมัครงานเอาไว้

และเมื่อผู้จัดการมาเห็นรายละเอียดที่เด็กนักเรียนกรอกก็ไม่พอใจ ทำการฉีกเอกสารการสมัครงาน แล้วโพสต์ภาพลงบนเฟสบุ๊กส่วนตัว โดยในภาพจะมีทั้งชื่อ – นามสกุลของเด็กนักเรียนคนดังกล่าวอย่างชัดเจน พร้อมทั้งผู้จัดการยังเชียนในเฟสบุ๊กของตัวเองทำนองว่า รู้สึกไม่พอใจเด็กคนดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะยังเรียนไม่จบ

แต่เรียกเงินเดือนมาเกือบหนึ่งหมื่นบาท แถมยังบอกว่าที่ซานตาเฟ่ รับสมัครพนักงานพาร์ตไทม์ให้ค่าแรกงชั่วโมงละ 44 บาทเท่านั้น และวันหนึ่งก็ทำงานได้ไม่เกิน 8 ชั่วโมงที่สำคัญจะได้ลงทำงานทุกวันหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เพราะที่ร้านก็มีทั้งพนักงานประจำและพนักงานพาร์ตไทม์คนอื่นอื่นที่ต้องแบ่งเวลาการทำงานกัน

ซ้ำยังบอกอีกว่าให้เรียนหนังสือให้จบก่อนค่อยมาเรียกเงินเดือนมากขนาดนี้ โดยยังบอกว่าหากเห็นเด็กนักเรียนคนดังกล่าวเขียนเอกสารนี้ตอนอยู่ต่อหน้าจะฉีกเอกสารนี้ต่อหน้าเด็กนักเรียนให้ดู ซึ่งเมื่อข้อความถูกโพสต์ออกไปเพื่อนเพื่อนของผู้จัดการคนดังกล่าวก็ออกมาแสงดความคิดเห็นร่วมด้วยช่วยกันเป็นอย่างมาก จนข้อความนี้มีการแชร์ส่งต่ออกมาข้างนอกกลุ่มทำให้บางคนที่เห็นข้อความเหล่านี้แล้วไม่พอใจ ที่เอาข้อมูลส่วนตัวของคนอื่นมาโพสต์ประจานแบบ นี้ โดยหลายคนมองว่า เอกสารระบุว่าให้เรียกเงินได้ตามที่ต้องการ กรณีที่เด็กนักเรียนคนดังกล่าวจะเรียกเงินเดือนเท่าไหร่ก็ควรจะเป็นสิทธ์ของเด็ก ส่วนทางผู้จัดการและบริษัทซานตาเฟ่จะให้ได้ตามที่เด็กขอหรือไม่นั้นก็เรื่องของบริษัทแต่ไม่ควรนำเอาข้อมูลของคนอื่นมาโพสต์คุยกันสนุกแบบนี้

ดังนั้นจึงมีพลเมืองดี นำข้อมูลในเฟสบุ๊กของผู้จัดการไปฟ้องกับทางบริษัทซานตาเฟ่ สำนักงานใหญ่ ทำให้บริษัทต้องรีบออกมาแถลงขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและได้มีการสั่งพักงานผู้จัดการคนดังกล่าวเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง และปัจจุบันก็มีข่าวลือออกมาว่าทางบริษัทซานตาเฟ่ ได้ไล่ผู้จัดการสาขาคนดังกล่าวออกจากงานเรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการลงโทษที่ทำผิดกฎของบริษัท

         ซึ่งในตอนนี้ทางผู้จัดการสาขาของ ร้านสเต๊กซานตาเฟ่ ก็ได้ชดใช้ผลของการกระทำของตนเองเรียบร้อยแล้วโดยบริษัทยืนยันลงโทษตามกฎของบริษัท ด้วยการให้ออกจากงานทันที

 

สนับสนุนโดย  entaplay

อาจารย์หื่นแชทชวนเด็กสวิงกิ้ง

มีรายงานข่าวเข้ามาเมื่อวันที่เจ็ดเดือนมีนาคมปีพ.ศ. 2563

โดยระบุว่ามีอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์คนหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของจังหวัดนครพนมโดยอาจารย์ท่านนี้มีพฤติกรรมชอบส่งข้อความไปให้เด็กนักเรียนผู้หญิงเป็นข้อความเกี่ยวกับเรื่องลามก หื่นกามและยังมีการส่งภาพโป๊ไปให้กับเด็กนักเรียนด้วยซึ่งล่าสุดยังมีการส่งข้อความชวนให้ไปสวิ่งกิ้งซึ่งทำให้เด็กนักเรียนหญิงหลายคนที่ได้รับข้อความจากอาจารย์คนนี้ต่างพากันหวาดกลัวหลายคนไม่อยากไปโรงเรียน

เพราะไม่อยากเจอกับอาจารย์คนนี้และยังมีนักเรียนหญิงอีกหลายคนที่คิดจะฆ่าตัวตายเพราะถูกอาจารย์คนนี้ส่งข้อความข่มขู่และก่อกวน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกนำมาเผยแพร่จากผู้ปกครองของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่สังเกตพฤติกรรมของลูกสาวของตนเองพบว่าลูกสาวมีอาการเหม่อลอยและไม่อยากที่จะไปโรงเรียนจึงได้สอบถามลูกสาวและได้พบความจริงว่าลูกสาวถูกส่งข้อความมาก่อกวนในเชิงลามกอนาจารจากอาจารย์คนดังกล่าว

และยังมีเด็กนักเรียนหญิงอีกหลายคนที่ตกเป็นเหยื่ออาจารย์คนดังกล่าวแต่ทุกคนก็ไม่สามารถทำอะไรอาจารย์คนนั้นได้เพราะว่าอาจารย์คนนั้นรู้จักกับพรุ่งนี้อิทธิพลรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังให้ความช่วยเหลืออาจารย์คนดังกล่าวอีกด้วยเพราะเคยมีคนนำข้อความของอาจารย์ คนดังกล่าวมาเปิดเผยแต่ก็ถูกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อข่มขู่บังคับให้เด็กนักเรียนลบโพสต์ที่ได้โพสต์ประจานอาจารย์คนดังกล่าวรวมถึงยังบังคับให้ไปกราบขอโทษอาจารย์อีกด้วย

และจึงทำให้เด็กหลายคนไม่รู้จะทำยังไงหลังจากที่ชาวโซเชียลได้เห็นโพสต์ข้อความดังกล่าวต่างก็เข้ามาสอบถามกันมากมายว่าทำไมผู้อำนวยการโรงเรียนถึงไม่จัดการเรื่องนี้ ซึ่งมีคนเข้ามาตอบกระทู้ว่าผู้อำนวยการคนปัจจุบันเพิ่งย้ายมาถึงยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวแต่คิดว่าตอนนี้ผู้อำนวยการน่าจะทราบเรื่องแล้วและคิดว่าน่าจะกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อยู่ส่วนทั้งผู้ปกครองของเด็กหญิงที่เป็นคนนำเรื่องราวออกมาเผยแพร่นั้น

ก็ได้ร้องเรียนกับทางสำนักข่าวลูกสาวถูกอาจารย์วิทยาศาสตร์และส่งข้อความมาให้ในเชิงชู้สาวทำให้ลูกสาวของตนเองไม่กล้าไปโรงเรียนแล้วก็ไม่มีครูคนไหนที่จะช่วยเหลือได้เลยเพราะทุกคนเกรงกลัวอิทธิพลของครูคนนี้กันมากเนื่องจากครูคนนี้มีแบคเป็นอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งจึงอยากให้ทางนักข่าวช่วยกระจายข่าวนี้ให้เพื่อให้เรื่องถึงผู้หลักผู้ใหญ่จะได้ลงมาจัดการกับครูคนนี้สักที

     จากประวัติที่ผ่านมาของอาจารย์ที่สอนวิทยาศาสตร์คนนี้พบว่าเคยมีคนถ่ายคลิปอาจารย์คนดังกล่าวจากการไปงานสัมมนาแล้วตกดึกก็แอบเข้าห้องเด็กนักเรียนหญิงซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นอาจารย์คนนั้นแค่ถูกว่ากล่าวตักเตือนแต่ไม่ได้ถูกทำโทษอะไรเลยจึงไม่มีใครกล้าที่จะฟ้องร้องอาจารย์ก่อนดังกล่าวเพราะเกรงกลัวอิทธิพล

 

สนับสนุนโดย  BK8

ห้างพันทิพย์แจงแล้ว

ห้างพันทิพย์แจงแล้ว ไม่มีใครที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  วอนหยุดแชร์ข่าวมั่ว 

      ก่อนหน้านี้มีการแชร์ข้อมูลกันมากผ่านข้อความไลน์  ว่ามีเจ้าของร้านค้าที่เปิดร้านขายของอยู่ในห้างพันทิพย์ ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และทางห้างพันทิพย์กำลังสั่งปิดห้างเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค  ซึ่งวันนี้ทางห้างพันทิพย์ได้ออกมาบอกแล้วว่า ตอนนี้ที่มีข่าวเกี่ยวกับผู้ประกอบการห้างที่ขายของอยู่ในห้างพันทิพย์สาขา งามวงศ์วาน

มีการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และตอนนี้ทางห้างกำลังมีการคุมเข้มเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยทางผู้บริหารของทางห้างพันทิพย์ออมาบอกว่า ทางห้างพันทิพย์ เพียงแค่ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคเท่านั้นแต่ยืนยันได้ว่าไม่มีใครที่ติดเชื้อไวรัสโควิด -19 แน่นอน และทางผู้บริหารของห้างพันทิพย์ยังได้ร้องขอมาผ่านทางสื่ออีกด้วยว่าขอให้หยุดการแชร์ข้อความดังกล่าวด้วย

เพราะจะเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน แล้วจะไม่มีใครกล้าที่จะมาเดินทาง ซึ่งทางห้างพันทิพย์ยังบอกอีกด้วยว่า ตอนนี้ทางห้างมีการเตรียมมาตรการรัดกัดมากเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส โดยทางห้างจะมีการจัดเตรียมสถานที่ให้มีเจลสำหรับล้างมือวางไว้โดยรอบรอบห้างเพื่อให้ลูกค้าใช้เจลได้เลย และที่สำค้ญทางห้างจะมีการฉีดยาฆ่าเชื้อให้เพื่อทำความสะอาดชั้นบรรยากาศในห้าง พร้อมยังกำชับให้พนักงานของห้างทุกคนคอยหมั่นทำความสะอาดมืออยู่เสมอ

      ทั้งนี้ข่าวลือมีการแพร่สะพัดไปทั่วและผู้คนต่างก็เริ่มหวาดกลัวการติดเชื้อเพราะว่าเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่ยืนอยู่ข้างข้างเราขณะนี้จะมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายหรือไม่ พวกเขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศและเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการแพร่เชื้อไวรัสหรือเปล่า นั่นก็เพราะว่ามีคนบางกลุ่มที่มาสร้างความหวาดระแวงให้กับประชาชนคนอื่นอื่น

  เพราะมีคนที่เห็นแก่ตัวเดินทางไปต่างประเทศแล้วไม่ยอมกักตัวเอง และยังออกมาเดินไปซื้อของไปกินอาหารตามสถานที่ต่างต่างไปทั่ว จนคนเริ่มหวาดระแวงกันเอง กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเริ่มงดการออกจากบ้าน และพยายามไปในแหล่งที่มีคนเยอะให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหากออกไปก็เกรงว่าจะได้รับเชื้อไวรัสมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งหากเหตุการณ์ยังเป็นอยู่แบบนี้คาดว่า ห้างสรรพสินค้าทั้งหลายอาจจะไม่ลูกค้าเดินทางไปช็อปปิ้ง ซื้อของ และนั่นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของห้างและอาจจะทำให้ห้างต้องลดจำนวนพนักงานลงก็เป็นไปได้

 

ขอบคุณ  next88  ผู้ให้การสนับสนุนเรา

เตือนภัยหน้ากากอนามัยทั้งแพงทั้งบาง

 ในโลกออนไลน์ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่ง

ได้มีการ post ภาพหน้ากากอนามัยที่มีสีเขียวแต่มีลักษณะบางมากมาแสดงในหน้า Facebookของตัวเองทั้งยังมีการเล่าเรื่องราวถึงที่มาของหน้ากากอนามัยดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการเตือนกลุ่มคนที่ต้องการซื้อหน้ากากอนามัยในช่วงนี้ให้มีการตรวจสอบหน้ากากก่อนที่จะซื้อให้ดีดี เพราะอาจจะเจอกับของที่ไม่ดีนำมาหลอกขายก็ได้

โดยเธอได้เล่าวันเธอและเพื่อนของเธอได้ไปเดินหาซื้อของกันที่วังหลัง  ซึ่งเป็นตลาดขายสินค้าที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งในขณะที่เดินหาซื้อของนั้นเธอสังเกตเห็นว่ามีแม่ค้ามาตั้งแผงหลายร้าน ที่นำหน้ากากอนามัยมาขาย เมื่อมองแล้วก็เหมือนกับทีเขาขายกันตามร้านขายยาทั่วไปจึงได้สั่งซื้อจำนวนทั้งสิ้น 8 แผ่นเพราะคิดว่าจะลองเอาไปใช้ดูก่อนถ้าดีก็จะมาซื้อเพิ่ม

ซึ่งแม่ค้าได้ก้มหยิบจากในกล่องด้านหลังให้ใหม่แล้วคิดเงิน 150 บาทซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดอะไร ถือถุงหน้ากากอนามัยเดินออกมาแล้วไปเดินซื้อของกันต่อกับเพื่อนจนถึงเวลากลับบ้านเธอและเพื่อนเดินทางกลับโดยรถโดยสารซึ่งเมื่อเธอขึ้นไปบนรถจึงได้เปิดถุงเพื่อเอาหน้ากากที่เพิ่งซื้อมาจะใช้ก็ปรากฏว่า หน้ากากอนามัยที่ซื้อมามีลักษณะบางมาก

ซึ่งหากเปรียบกับหมูที่กินในร้านหมูกระทะ หน้ากากอนามัยนี้ยังบางกว่าเลย ซึ่งตนเองมองว่าหน้ากากอนามัยที่บางมากขนาดนี้จะไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ เพื่อนของเธอต่างก็บอกให้เธอเอากลับไปคืนแม่ค้าคงเดิมแต่เธอมองว่านั่งรถมาไกลแล้วและเสียรู้แม่ค้าไปแล้วจึงนำเรื่องดังกล่าวมาโพสต์เตือนเพื่อนคนอื่นอื่นใน Facebook จนกลายเป็นข่าวโด่งดังขึ้นมา

            และเมื่อนักข่าวเดินทางไปที่ตลาดวังหลัง ก็พบกับร้านค้าที่ขายหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมากจริงจริง ซึ่งหน้ากากที่วางขายก็มีหลายขนาดและหลายราคา โดยแม่ค้าได้บอกกับนักข่าวว่า หน้ากากที่รับมานั้นมีราคาสูงอยู่แล้ว เวลานำมาขายต่อก็ต้องขายให้ได้กำไร ส่วนราคาที่ไม่เท่ากันของหน้ากากนั้นก็เพราะว่ามีทั้งแบบหนา

และแบบบาง ตอนนี้หน้ากากอนามัยค่อนข้างหากมาขายยากดังนั้นคนทีนำมาขายต่อขายให้แม่ค้าแพง เมื่อรับมาแพงตัวแม่ค้าเองก็ต้องขายแพง และหากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับคนขายของแพงก็ควรจะไปจับกับผู้ผลิตเพราะส่งมาแพงไม่ควรจะมาจับแม่ค้า ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณอาทิตย์ที่แล้ว เหล่าแม่ค้าที่ตลาดวังหลังก็เพิ่งจะถูกจับกุมเรื่องที่ขายหน้ากากอนามัยแพงไป 

 

ขอบคุณที่ให้เรื่องราวให้นำมาเสนอโดย dewabet