Latest Posts

พี่สาวแจง น้องไม่ไม่ฮุบเงินล้าน นายเจมาใช้จนนายเจต้องก่อเหตุฆาตกรรม

เกี่ยวกับข่าวคดีอดีตสามีบุกเข้าไปยิงอดีตภรรยาเสียชีวิตที่ห้างเซนจูรี ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจนเสียชีวิต และในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จับตัวคนร้ายที่เป็นอดีตสามี ที่ลงมือก่อเหตุได้แล้ว แต่ว่าเรื่องราวยังไม่จบเพียงแค่นี้ เพราะว่าชาวสังคมโซเชียลต่างพากันพยายามค้นหาสาเหตุว่าทำไมชายคนดังกล่าวจะต้องนำปืนมายิงอดีตภรรยาของตัวเองด้วย

เพราะได้หย่าขาดจากกันแล้วและที่สำคัญต่างฝ่ายต่างก็มีคนใหม่แล้ว ซึ่งมีหลายคนไปโพสต์ข้อความเหมือนกับว่าที่ฝ่ายชายคือ นายเจ ต้องมาสังหาร อดีตภรรยาก็คือ น้องต่าย

นั่นก็เพราะว่าก่อนหน้านี้น้องต่ายไปเอาเงินของนายเจ มาเพื่อมาทำศัลยกรรม แล้วเมื่อได้เงินน้องต่ายก็ทิ้งนายเจ ทำให้เจโกรธแค้นจนต้องไปยิงน้องต่าย จนเสียชีวิต บ้างก็บอกว่าน้องต่ายเอาเงินไปซื้อรถป้ายแดง

ซึ่งเงินนั้นเป็นเงินของนาย เจ และเมื่อได้รถแล้วน้องต่ายก็ทิ้งนายเจ  ซึ่งทางญาติของน้องต่ายได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับ เรื่องนี้ว่าน้องต่ายไปซื้อรถยนต์ป้ายแดงมาจริงแต่ก็ไปกับนายเจ โดยทั้งคู่รวมเงินกันไปเพื่อจะไปออกรถใหม่ แต่ในวันนั้นที่เดินทางไปทางโชว์รูมรถมีโปรโมชั่นพิเศษคือซื้อรถป้ายแดงฟรีเงินดาวน์

และยังมีให้จับคูปองหากเป็นผู้โชคดี จะได้รถป้ายแดงฟรีอีกคัน ซึ่งวันนั้น น้องต่ายกับนายเจ จับได้รถฟรีอีกครั้งทั้งคู่จึงตกลงกันว่ารถป้ายแดงที่ได้มาฟรีจะขายคืนให้กับศูนย์รถยนต์แล้วเปลี่ยนเป็นเงินแทนซึ่งในวันนั้นได้เงินมาประมาณล้านกว่าบาท และก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ยิงน้องต่ายขึ้น ทางด้านนายเจ ได้มีการโพสต์ขอ้ความว่าเมียหาย

ทำให้คนที่เข้ามาเห็นเฟสของนายเจ นำเรื่องราวมาประติดประต่อกันเองว่า น้องต่ายหลอกเอาเงินนายเจ แล้วหนีไป ซึ่งทำให้นายเจ โกรธจนต้องไปลงมือฆ่าถึงที่ทำงานดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้ทางพี่สาวของน้องต่ายออกมาเล่าให้นักข่าวฟังว่าเงินหนึ่งล้านกว่าบาทที่ได้มานั้น นายเจเป็นคนเอาไปใช้ทั้งหมดมีแบ่งซื้อทองให้น้องต่ายนิดหน่อยเท่านั้นส่วนเงินที่เหลือนายเจได้นำไปจ่ายหนี้บัตรเครดิตและผ่อนงวดรถ ซึ่งน้องต่ายได้ขอเงินเพื่อไปซื้อมือถือให้ลูกแต่นายเจ

ก็ไม่ยอมทำให้น้องต่ายเริ่มตีตัวออกห่างเพราะเห็นแล้วว่านายเจเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่ยอมแบ่งเงินแม้จะนำมาซื้อของให้ลูกและยังมีการตบตีน้องต่ายอยู่เป็นประจำ ทำให้น้องต่ายต้องขอเลิกกับนายเจและเป็นเหตุผลที่นายเจ ตามง้อขอคืนดีแล้วน้องต่ายไม่ยอมคืนดีด้วยและเป็นสาเหตุให้นายเจก่อเหตุยิงน้องต่าย

ข่าวเด็ก 14 ไลฟ์สดทำร้ายเด็กอายุหนึ่งขวบ

เด็ก 14 ไลฟ์สดทำร้ายเด็กอายุหนึ่งขวบพร้อมขู่จะฆ่าหากแม่เด็กไม่มาเอาลูกคืน

ในโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อคลิปที่มีเด็กชายคนหนึ่งกำลังทำร้ายเด็กชายตัวน้อยซึ่งคาดว่าอายุน่าจะประมาณเพียงแค่ 1 ขวบเท่านั้นซึ่งภาพจากในคลิปจะเห็นว่าเด็กชายคนดังกล่าวมีการด่าทอเด็กและใช้เท้าถีบเด็กที่กำลังนั่งร้องไห้และยังใช้มือพบหน้าเด็กอีกหลายครั้งจนเด็กล้มกลิ้งอยู่ใกล้ใกล้

ซึ่งภายในคลิปเด็กชายคนดังกล่าวยังได้พูดข่มขู่คนเป็นแม่ของเด็กว่าให้มารับเด็กภายใน 2 วันไม่เช่นนั้นจะฆ่าเด็กคนนี้ให้ตาย ซึ่งมีคนที่เห็นการไลฟ์สดในครั้งนี้ได้ทำการอัดคลิปเอาไว้แล้วส่งให้มูลนิธิปวีณาเพื่อให้เข้าไปช่วยเหลือเด็กคนดังกล่าว พร้อมกันนี้คนในโซเชียลต่างการแช่คลิปดังกล่าวเพื่อให้คนที่อาจจะรู้จักคนในคลิปช่วยกันบอกที่อยู่ตามในคลิปเพื่อที่จะได้ไปช่วยเหลือเด็กชายไว้ได้

ซึ่งจากความร่วมมือของคนในโลกโซเชียลผลปรากฎว่าสามารถหาที่อยู่ของคนที่ทำร้ายเด็กน้อยวัยหนึ่งขวบได้แล้ว ซึ่งเมื่อไปพบจึงได้รู้ว่าชายคนที่โพสต์ทำร้ายเด็กโชว์ในเฟสบุ๊กนั้นอายุเพียงแค่ 14 ขวบเท่านั้นเองซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับตัวเด็กวัยรุ่นอายุ 14 ปีไปเพื่อแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายโดยจะมีการส่งต่อไปที่ศูนย์เยาวชน และทางคุณปวีณาเองก็ได้รับตัวเด็กอายุหนึ่งขวบไปที่มูลนิธิพร้อมทั้งประสานงานไปที่แม่ของเด็กให้มารับตัวลูก จากการสอบถามเด็กวัย 14 ปีว่าเหตุใดจึงต้องทำเช่นนั้น

ก็ได้ความว่าเขารู้สึกโมโหแม่ของเด็กที่เอาลูกมาทิ้งไว้แล้วไม่กลับมาดูแลลูกเลย ซึ่งตัวเขาเองไม่อยากจะเลี้ยงเด็กอายุหนึ่งขวบคนนี้ทำให้เขาโมโหจนต้องทำร้ายเด็กเพื่อโชว์ให้แม่เด็กเห็นเพื่อที่แม่เด็กจะได้รีบมารับลูกไปเลี้ยงเอง  ซึ่งในตอนนี้แม่เด็กหนึ่งขวบได้มารับลูกไปเลี้ยงเองแล้วส่วนเด็กวัย 14 ปีที่โพสต์คลิปทำร้ายเด็กน้อยก็ถูกจับกุม

ตามรายงานข่าวไม่ได้ระบุว่าเหตุการณ์ที่เด็กชายวัย 14 ปีทำร้ายหลานของตนเองในผู้ใหญ่ทีอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันจะรู้เรื่องด้วยหรือไม่ ซึงคาดว่าอาจตะมีการรู้เห็นในการทำร้ายร่างกายเด็กในครั้งนี้เพราะว่าตอนที่เด็กถูกทำร้ายเด็กร้องไห้เสียงดังมากซึ่งหากคนในบ้านไม่สนับสนุนให้เด็กอายุ 14ปีทำก็ต้องมีเข้ามาช่วยเหลือเด็กหนึ่งขวบบ้างแล้วแต่ในคลิปจะเห็นได้ว่าไม่มีใครที่เข้ามาช่วยเด็กน้อยเลย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะต้องมีการสืบสวนต่อไป 

ข่าวไฟไหม้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง

ข่าวไฟไหม้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงตอนนี้ไฟสงบแล้ว

   จากที่มีข่าวไฟไหม้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงนั้น ทางเจ้าหน้าที่อุทยานได้ออกมาบอกว่าตอนนี้สามารถควบคุมเพลงไว้ได้แล้ว และดับไฟจนไฟสงบแล้วซึ่งการดังไฟไหม้ป่าในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลานานถึง 18 ชั่วโมงในการช่วยกันดับไฟซึ่งเมื่อคำนวณพื้นที่ที่เสียหายจากเหตุไฟไหม้ในครั้งนี้พบว่า ไฟได้ไหม้และสร้างความเสียหายให้กับอุทยานถึง 3400 ไร่เลยทีเดียว แต่ก็ถือได้ว่าเหตุไฟไหม้ในครั้งนี้ยังสร้างความเสียหายน้อยกว่าตอนที่มีไฟไหม้เมื่อปี พ.ศ. 2556 และในปี พ.ศ. 2559 แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็บอกว่าการดับไฟนั้นค่อนข้างดับลำบากในบางจุดเพราะบางครั้งไฟก็อยู่ใกล้ใกล้หน้าผาทำให้เข้าไปทำงานลำบาก

บางครั้งวิธีการดับไฟก็ต้องใช้วิธีจุดไฟให้ไฟลุกไหม้ให้แรงแรงเพื่อที่จะได้ไหม้ป่าตรงจุดนั้นให้หมดเร็วเร็วแล้วไฟก็จะมอดไปเองซึ่งวิธีการนี้ทางเจ้าหน้าที่ก็จะต้องคอยควบคุมไม่ให้ไฟลามไปติดตรงจุดอื่นได้อีก โดยการเผาไหม้ของไฟในครั้งนี้นอกจากต้นไม้จะถูกทำลายไปเยอะแล้วสัตว์ป่าก็ยังได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

เพราะที่นี่เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าหลายร้อยหลายพันตัว โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าโชคดีมากที่ไฟที่ไหม้ในครั้งนี้ยังลามไปไม่ถึงจุดที่นักท่องเที่ยวพักกันอยู่ ซึ่งเมื่อมีการดับไฟได้แล้วทางเจ้าหน้าที่มีการคาดเดาสาเหตุของการเกิดไปไหม้ป่าในครั้งนี้น่าจะมาจากชาวบ้านที่เข้ามาหาของป่าแล้วอาจจะมีการจุดไฟ

ซึ่งเหตุการณ์ก่อนก่อนมักจะพบว่านักท่องเที่ยวทิ้งก้นบุหรี่แล้วทำให้เกิดการลุกลามของไฟแต่ครั้งนี้ไม่พบต้นเหตุของเพลิงจึงคาดว่าน่าจะเป็นการจุดไฟขึ้นมาของชาวบ้าน จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ป่าที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนในการเข้าไปช่วยกันดับไฟ ซึ่งต้องทำงานกันทั้งกลางวันและกลางคืน จนในที่สุดก็สามารถดับไฟไว้ได้สำเร็จแต่ก็ยังมีบางจุดที่ยังมีควันไฟลอยบ้างนิดหน่อย โดยทางเจ้าหน้าที่ก็จะมีการเฝ้าคอยระวังเป็นพิเศษเพื่อป้องกันไฟกลับมาลุกไหม้ได้อีก

ทางด้านคนงานที่มีอาชีพเป็นลูกหาบก็ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่า ตอนเองรู้สึกตกใจมากตอนที่รู้เรื่องว่าไฟไหม้ป่า เพราะตอนที่รู้เรื่องนั้นไฟได้ใกล้เข้ามาที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยววังกวางมากแล้วและตนเองทำงานที่นี่มานานมากว่า สามปีไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนครั้งนี้เป็นครั้งแรก จึงอยากวอนให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือนักท่องเที่ยวให้ระวังปัญหาไฟไหม้ป่าด้วย

เหตุการณ์ยิงกราดในเมืองโคราช

ณ ตอนนี้คงจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่า เหตุกราดยิงที่วัวราชเปลี่ยนเป็นเรื่องราวความร้ายแรงอีกรอบหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ด้วยลำดับเรื่องราวที่ทั้งยังตื่นเต้นรวมทั้งเชิญชวนให้สลดใจจากการสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่ กรณีนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ที่ควรจะบันทึกไว้ เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับในการปฏิบัติงานของภาคส่วนต่างๆและเป็นบทเรียนให้สังคมได้ขบคิดกันต่อ ถึงทางคุ้มครองป้องกันไม่ให้โชคร้ายแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำสอง

ท่ามกลางกระแสข่าวจากสื่อต่างๆสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกอินเตอร์เน็ตเป็น “แฮชแท็ก” ที่ชาวเน็ตช่วยเหลือกันตั้งขึ้น เพื่อประกอบฉากต่างๆที่เกิดขึ้นในเรื่องกราดยิงคราวนี้ นอกเหนือจากการให้ความเห็น ติชมเรื่องแล้ว แฮชแท็กพวกนี้ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนประเด็นเล็กๆจำนวนมาก ที่เกิดจากเหตุกราดยิง และก็บางทีอาจเป็นบันทึกรูปแบบใหม่ ที่พวกเราบางครั้งก็อาจจะกลับมาอ่านทวนได้ทุกครั้ง และก็นี่เป็น 5 แฮชแท็กที่สะท้อนเรื่องราวในเหตุกราดยิงที่วัวราช

PrayForKorat และ SaveKorat

สองแฮชแท็กสำคัญที่เกิดขึ้นโดยทันทีภายหลังมีการเสนอข่าวสารกราดยิงที่วัวราช เป็นการแสดงถึงความห่วงลูกพี่ลูกน้องชาววัวราช จากผู้อื่นที่อยู่นอกพื้นที่ นับเป็นสิ่งที่น่าประทับใจในโลกยุคสมัยใหม่ ที่ผู้คนสามารถแสดงความประสงค์ดีเพื่อนมนุษย์ได้จากทุกมุมโลก ลักษณะของแฮชแท็กที่ภาวนาให้บุคคลหรือคนภายในพื้นที่ปลอดภัย เกิดมาแล้วก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาเยอะมากๆ ไม่ว่าจะเป็น SaveAmazon ในเรื่องไฟลุกป่าแอมะชอน SaveAustralia ในเรื่องไฟป่าครั้งใหญ่ของประเทศออสเตรเลีย SaveHakeem จากในกรณีที่รัฐบาลไทยจับตัวนายฮาคีม อัล อาไรบี นักเตะผู้หนีภัยชาวบาห์เรน หรือ PrayForWuhan ในกรณีวัวโรที่นาเชื้อไวรัสที่เป็นภัยรุกรามราษฎรในเมืองอู่ฮั่น ฯลฯ

สื่อไร้จรรยาบรรณ

เหตุกราดยิงที่วัวราชเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่แสดงภาพการทำงานและก็ระดับศีลธรรมของสื่อมวลชนได้อย่างชัดเจน เนื่องจากเวลาที่สื่อทั่วฟ้าประเทศไทยกำลังมีความสนใจสถานะการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้น สื่อบางสำนักกลับก้าวล้ำเส้นจรรยาบรรณ กระทั่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดเสียงติชมในโลกอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์คนที่ติดอยู่ข้างในห้าง พร้อมบอกจุดที่หลบซ่อนอย่างสมบูรณ์ กระทั่งมีโอกาสเสี่ยงต่อความปลอดภัยของคนที่หลบซ่อนอยู่ การถ่ายทอดสดดำเนินการของข้าราชการ รวมทั้งการสัมภาษณ์เครือญาติผู้ตายอย่างไม่เหมาะสม ก่อนที่จะสโมสรผู้สื่อข่าวคนเขียนข่าวที่เมืองไทยจะออกคำอธิบายให้สื่อเสนอข่าวสารอย่างถี่ถ้วน แล้วก็ร่วมมือกับข้าราชการ และก็ตามด้วย กสทช. ที่ห้ามสื่อถ่ายทอดสดการกระทำงานของข้าราชการ เพื่อให้มีความปลอดภัยของราษฎร

ทีมแป๊ะ

ในปฏิบัติงานช่วยเหลือตัวประกันคราวนี้ หนึ่งในบุคคลที่สังคมไทยชื่นชอบก็เห็นจะหนีไม่พ้น พลตำรวจเอกจักรทิพย์ ชัยจินดา หรือ “บิ๊กแป๊ะ” ผู้บังคับบัญชาตำรวจแห่งชาติ ที่ควงลูกชายคนโตเป็น “ผู้กองฮัท” ร้อยตำรวจเอกชานันท์ ชัยจินดา ลงพื้นที่ร่วมทำการตั้งแต่คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ รวมทั้งกลับออกมาภายหลังที่ฆาตกรถูกวิสามัญฆาตกรรมในยามเช้าวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ซึ่งกระแสยกย่องแนวทางการทำงานของบิ๊กแป๊ะก็ดูเหมือนจะกลบกระแสข่าวประเด็นการแต่งลูกชายตนเองเป็นสารวัตร แม้ว่าจะมีคุณลักษณะไม่ครบก็ตาม