ประวัติเมืองตะลุง หมู่บ้านเขมรป่าเล็กๆ แห่งอาณาจักรโคตรบูร

เมือง ตะลุง เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กในเขตอิทธิพลของ อาณาจักรโคตรบูร ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณที่มีความเจริญรุ่งเรืองในแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง ตั้งอยู่บริเวณที่ปัจจุบันคือพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยและประเทศลาวบางส่วน

เมืองตะลุงในอดีตเป็นชุมชนเขมรขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าลึก และมีบทบาทสำคัญในฐานะจุดพักพิงของผู้คนที่เดินทางระหว่างศูนย์กลางของอาณาจักรโคตรบูรกับดินแดนโดยรอบ  

 

อาณาจักรโคตรบูรหรือที่เรียกกันว่า โคตรบูรปุระ เป็นอาณาจักรโบราณที่รุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11–16 มีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณเมืองนครพนมในปัจจุบัน ซึ่งอาณาจักรแห่งนี้มีอิทธิพลจากทั้งอารยธรรมทวารวดีและขอมโบราณ  

 

เมืองตะลุง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าทึบทางตะวันออกของโคตรบูร มีบทบาทเป็น หมู่บ้านป่าเล็กๆ ที่มีชาวเขมรอาศัยอยู่ โดยชาวเมืองมีวิถีชีวิตเรียบง่ายและดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์

ทำเกษตรกรรม และค้าขายแลกเปลี่ยนกับชุมชนใกล้เคียง เมืองตะลุงยังเป็นที่รู้จักว่าเป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้หลบภัยจากการรุกรานของอาณาจักรอื่น เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศที่เป็นป่าลึก  

 

ประวัติเมืองตะลุง ชื่อ “ตะลุง” อาจมีที่มาจากคำในภาษาเขมรโบราณ หรืออาจเชื่อมโยงกับชื่อสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับการค้าหรือการเดินทาง เนื่องจากเมืองตะลุงเคยเป็นจุดผ่านสำคัญ

สำหรับพ่อค้าที่เดินทางระหว่างอาณาจักรขอมกับดินแดนของชาวไท-ลาว นอกจากนี้ มีบางข้อสันนิษฐานว่าคำว่า “ตะลุง” อาจเกี่ยวข้องกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นป่ารกชัฏและภูเขาสูง  

โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมของเมืองตะลุง

แม้ว่าเมืองตะลุงจะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ แต่มีโครงสร้างทางสังคมที่เป็นเอกลักษณ์ โดยได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมขอม ดังนี้:  

  1. ระบบปกครอง– มีหัวหน้าหมู่บ้านหรือผู้นำชุมชนที่ได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์แห่งโคตรบูร  
  2. ความเชื่อทางศาสนา – ผสมผสานระหว่างความเชื่อแบบฮินดู-ขอมและพุทธศาสนาเถรวาท  
  3. วิถีชีวิต – ประกอบอาชีพหลักคือการทำเกษตรกรรม ล่าสัตว์ และเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า  

 

ความสำคัญของเมืองตะลุงในอาณาจักรโคตรบูร

แม้ว่าตะลุงจะเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก แต่ก็มีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ได้แก่:  

  1. ศูนย์กลางทางศาสนา– มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่สถิตของนักบวชและพราหมณ์  
  2. จุดยุทธศาสตร์ – ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าที่สามารถใช้เป็นที่ซ่อนตัวจากศัตรูในช่วงสงคราม  
  3. เส้นทางการค้า – เป็นจุดแวะพักของพ่อค้าจากอาณาจักรขอมและกลุ่มชนพื้นเมืองต่างๆ  

 

การล่มสลายของเมืองตะลุง

เมื่ออาณาจักรโคตรบูรเริ่มเสื่อมอำนาจลงในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 17 เมืองตะลุงก็ได้รับผลกระทบไปด้วย โดยมีปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การล่มสลายของเมือง ได้แก่:  

  1. การขยายอิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างและกรุงศรีอยุธยา ทำให้ดินแดนแถบนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจใหม่  
  2. สงครามและการรุกรานจากอาณาจักรเพื่อนบ้าน ทำให้ชาวเมืองต้องอพยพไปยังพื้นที่อื่น  
  3. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เมืองตะลุงกลายเป็นพื้นที่รกร้าง  

 

แม้ว่าเมืองตะลุงในอดีตจะค่อยๆ ล่มสลายไป แต่ในปัจจุบันยังคงมีร่องรอยของอารยธรรมที่เคยรุ่งเรือง เช่น ซากโบราณสถาน อักษรจารึก และเครื่องปั้นดินเผาที่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของอาณาจักรโคตรบูรและขอมโบราณ

นอกจากนี้ วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเขมรป่าในอดีตยังคงสะท้อนอยู่ในขนบธรรมเนียมของชุมชนท้องถิ่นในบางพื้นที่ของภาคอีสานของไทย  

 

จนกระทั่งล่มสลายไปในที่สุด ปัจจุบันยังคงเหลือร่องรอยของอดีตที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวอันน่าทึ่งของเมืองเล็กๆ แห่งนี้ในประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

สนับสนุนโดย    เครื่องช่วยฟัง

ร้านอาหารขึ้นชื่อที่ตลาดนางเลิ้ง 

       สำหรับบทความนี้ใครที่เป็นสายกินจะต้องชอบอย่างแน่นอนเนื่องจากว่าเราจะพาไปรู้จักตลาดนางเลิ้งโดยสิ่งที่เราจะพาไปรู้จักกันก็คือร้านอาหารว่าที่ตลาดนั้นมีร้านอาหารอะไรบ้างและร้านแต่ละร้านนัดขายเกี่ยวกับอะไร

โดยเราจะเลือกแนะนำ ร้านอาหารเฉพาะที่เป็นร้านอาหารขึ้นชื่อและได้รับความนิยมจากบรรดาชาวบ้านและนักท่องเที่ยวรวมถึงได้รับการรีวิวว่าอาหารของร้านต่างๆเหล่านั้นอร่อยมาก   มาดูกันว่ามีร้านอาหารอะไรบ้าง 

 

         สำหรับที่ตลาดนางเลิ้งนั้นนับว่าเป็นร้านอาหารที่มีอายุเก่าแก่นับร้อยปีมาแล้วซึ่งปัจจุบันนั้นมีทั้งร้านอาหารและร้านขนมเยอะแยะมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกชิมกันตามความต้องการซึ่งในตลาดก็จะแบ่งเป็นโซนร้านอาหารและร้านขนมส่วนใหญ่

แล้วร้านที่มีการเปิดขายในตลาดนางเลิ้งนั้นมักจะมีการเปิดขายเฉพาะวันจันทร์ถึงวันศุกร์เท่านั้นส่วนวันเสาร์วันอาทิตย์ก็จะปิดพักผ่อนโดยถ้าหากใครสนใจที่จะไปช้อปปิ้งอาหารขนมที่ตลาดนางเลิ้งสามารถเดินทางไปได้ตั้งแต่ 07:00 น จนถึง 02:00 น 

       อย่างไรก็ตาม  ร้านอาหารขึ้นชื่อที่ตลาดนางเลิ้ง   หากใครไม่สะดวกจะไปในวันเสาร์อาทิตย์ก็มีร้านอาหารบางร้านและร้านขนมบางร้านยังคงเปิดให้บริการเช่นเดียวกัน  สำหรับร้านอาหารที่ขึ้นชื่อได้แก่ 

        ร้านข้าวขาหมูนายเอี้ยง  ซึ่งร้านนี้บอกได้เลยว่าคนที่เคยเดินทางไปเที่ยวที่ตลาดนางเลิ้งจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีเนื่องจากว่าเป็นร้านข้าวขาหมูเจ้าประจำของตลาดนางเลิ้งที่ทุกคนที่ได้กินแล้ว

ต่างต้องบอกเป็นคำเดียวว่าอร่อยเป็นอย่างมากจึงจะหาใครมาที่ตลาดนางเลิ้งแล้วไม่ได้กินข้าวขาหมูของนายเอี้ยงแล้วเหมือนกับว่ายังเดินทางมาไม่ถึงตลาดนางเลิ้งนั่นเอง 

 

        ร้านเป็ดพะโล้ ส.  รุ่งโรจน์  สำหรับร้านเป็ดพะโล้แห่งนี้นั้นก็นับเป็นอีกหนึ่งร้านที่เป็นโลโก้ของตลาดนางเลิ้งเลยก็ว่าได้  เพราะร้านนี้ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเช่นเดียวกันและร้านนี้ก็เปิดขายมานานตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2506 แล้วจนถึงปัจจุบันก็ยังมีลูกค้ามารับประทานเป็ดพะโล้ที่นี่กันอย่างไม่ขาดสาย 

 

         ร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ด ส. สำราญ  เป็นอีกหนึ่งร้านที่เป็นเจ้าดังเดิมของตลาดนางเลิ้งและเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดที่ได้รับการยอมรับจากบรรดาลูกค้าว่าก๋วยเตี๋ยวเป็ดร้านนี้อร่อยมากมีการลงรีวิวให้คะแนน 5 ดาวกันเลยทีเดียว 

 

         นอกจากนี้ยังมีร้านรุ่งเรืองพรุ่งนี้ก็จะขายทั้งก๋วยเตี๋ยวหมูก๋วยเตี๋ยวเป็ดขายทั้งเป็ดพะโล้เป็ดตุ๋นบะหมี่ซี่โครงหมูรวมถึงร้านข้าวแกงรัตนาพรุ่งนี้เข้าแก๊งให้เลือกหลากหลายๆ  อย่างไรก็ตาม

นอกจากจะมีอาหารแล้วก็มีร้านขนมกินเล่นที่ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นร้านแม่สะอิ้งขายพวกขนมสาคูหรือแม้แต่ร้านปานทิพย์ที่ขายขนมไทยโบราณมาจากนี้ยังมีร้านขนมไทยคุณยายวัฒนาและร้านนันทาขนมไทยเป็นต้น

 

สนับสนุนโดย    เครื่องช่วยฟัง

ความแตกต่างระหว่างร้านค้าในห้างและร้านค้านอกห้าง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านอาหารมากที่สุดจะเห็นได้ว่าประเทศไทยนั้นชื่อเรื่องของร้านอาหารที่มีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดจนถึงขณะที่ชาวต่างชาติต้องมารีวิวผ่านทางโซเชียลแนะนำเกี่ยวกับประเทศไทย

ว่าเป็นประเทศที่มีอาหารกินได้ทุกที่ทุกเวลาและสามารถหาซื้ออาหารกินได้ตลอด 24 ชั่วโมงซึ่งร้านอาหารของประเทศไทยนั้นมีทั้งที่เปิดในห้างสรรพสินค้าหรือแม้แต่ตามข้างถนนทั่วไป 

ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาพูดถึงความแตกต่างระหว่างร้านค้าในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่เปิดอยู่นอกห้างสรรพสินค้าว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรและส่งผลต่อรายได้ของเจ้าของกิจการหรือไม่ 

สำหรับตลาดการแข่งขันภายในศูนย์การค้ากับร้านที่เป็น stand alone ข้างนอกมันคนละอย่างกันเลย  เพราะการขายอาหารในศูนย์การค้าตอนนั้นมันได้เปรียบมากกว่าหลายเท่าเนื่องจากมีอยู่ 3 เหตุผลหลักๆนั่นก็คือ

 ความได้เปรียบของสัดส่วนกำไรเพราะถ้าร้านเราอยู่ในศูนย์การค้าเนี่ยโดยทั่วไปเราจะสามารถเลือกสัดส่วนกำไรได้เยอะกว่าร้านที่อยู่ข้างนอกอยู่แล้วเพราะคนที่เขาพอใจที่จะมาเดินภายในศูนย์การค้าส่วนใหญ่เขาพร้อมจะจ่ายมากกว่าคนที่เดินอยู่ข้างนอก 

มันเลยทำให้ร้านที่ขายในห้างได้เปรียบเรื่องของสัดส่วนกำไรมากกว่าเพราะร้านอาหารส่วนใหญ่ที่ไปไม่รอดเนี่ยเหตุผลก็เป็นเพราะว่าเขาไม่สามารถรักษาสัดส่วนกำไรที่มันทำให้เขาอยู่ได้

เพราะว่าต้นทุนของวัตถุดิบมันไม่เคยคงที่เนื่องจากร้านข้างนอกที่ไม่ได้มีสัดส่วนกำไรเยอะอยู่แล้วถ้าโดนปัญหาของราคาขึ้นเขาลำบากกว่าร้านที่อยู่ในห้างแน่นอน

นอกจากนี้เรื่องของคู่แข่งการขายในห้างก็ได้เปรียบกว่ามากเพราะการขายอาหารในห้างนั้นจะมีคู่แข่งน้อยกว่าเยอะมาก

ถ้าเทียบกับร้านข้างนอกห้างเหตุผลก็เป็นเพราะว่าคนที่เขามาเดินในศูนย์การค้าเนี่ยส่วนใหญ่ถ้าเขานึกอยากจะทานอะไรขึ้นมาเขาก็จะทานในศูนย์การค้าเลย ดังนั้นถ้าเราขายอยู่ในศูนย์การค้าร้านที่จะแข่งกันมันก็มีอยู่แต่ไม่มาก 

สิ่งแต่งต่างอีกอย่างก็คือ ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการหาลูกค้าเข้าร้าน  เพราะศูนย์การค้าเขาเป็นคนหาลูกค้าให้อยู่แล้ว  เพราะโดยปกติแล้วหากใครที่เดินทางมาเที่ยวห้าง พวกเขาก็มักจะต้องหาของกินที่ห้างเลย ไม่มีใครที่มาเดินห้างแล้ว เดินออกไปกินอาหารนอกห้างกันอย่างแน่นอน 

ซึ่งปัจจัยหลักๆทั้ง 3 อย่างนี้เองที่ทำให้ ร้านค้าที่เปิดขายในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่เปิดขายนอกห้างสรรพสินค้านั้นมีความแตกต่างกันและมีสัดส่วนของรายได้ที่แตกต่างกัน  นั่นเอง 

อย่างไรก็ตามการเปิดร้านอาหารในห้างสรรพสินค้านั้นต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากเพราะต้องเสียค่าเช่าที่ในราคาค่อนข้างสูงดังนั้นถึงแม้ว่าจะมีโอกาสที่จะได้รายได้จากการขายสินค้าเยอะแต่รายได้ส่วนหนึ่งก็ต้องนำไปหักค่าเช่าที่ที่ค่อนข้างแสนแพงภายในห้างสรรพสินค้านั่นเอง

 

ผู้ให้การสนับสนุนเนื้อหานี้โดย     เครื่องช่วยฟัง