หนุ่มหัวใจสลาย เสียรู้สาวช่างอ้อน หลงโอนเงินให้เป็นแสน 

      เป็นเรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ออกมาเล่าเรื่องราวของตัวเองที่ถูกสาวหลอกให้โอนเงินไปให้แล้วก็หนีหายไป โดยเรื่องราวดังกล่าวนี้เกิดขึ้น ซึ่งนาย บุญพา ได้ออกมาเล่าเรื่องของตัวเองเมื่อวันที่ 20 เดือนพฤษภาคม ปี 2563

ว่าเขาได้รู้จักกับหญิงสาวคนหนึ่งผ่านทางเฟสบุ๊กโดยฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายทักมาหาเขาก่อนและหลังจากนั้นก็ได้มีการพูดคุยกันเพราะรู้สึกพูดกันถูกคอ และต่อมาก็คบกันเป็นแฟน  ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าวนั้น บอกว่าตนเองนั้นเป็นคนจังหวัดชัยภูมิ โดยนายบุญพา บอกว่าเริ่มรู้จักกันมาตั้งแต่วันที่ 8 เดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2563

ซึ่งนายบุญพายังบอกอีกว่าตั้งแต่รู้จักกันฝ่ายหญิงก็เดินทางมาหาเขาที่บ้านหลายครั้งด้วยกัน และทุกครั้งที่ฝ่ายหญิงมาหาที่บ้านพวกเขาไม่เคยมีอะไรกันเลย ทำได้เพียงแค่จับมือกับหอมแก้มเท่านั้นเอง  หลังจากรู้จักกันได้สักพักฝ่ายหญิงก็เริ่มที่จะขอเงินนายบุญพา ซึ่งครั้งแรกนั้น มีการของเงินนายบุญพา เมื่อวันที่ 8 เดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2563 

ซึ่งฝ่ายผู้หญิงมักจะมีข้ออ้างมาขอเงินเสมอ โดยส่วนใหญ่มักจะอ้างว่าจะเอาเงินไปช่วยแม่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเงินค่าใช้จ่าย หรือเอาไปใช้หนี้นอกระบบ ซึ่งแต่ละครั้งที่โอนก็เป็นเงิน สองหมื่นบาทบ้าง บางครั้งก็สามหมื่นบาทบ้าง ซึ่งโดยรวมแล้วเขาโอนเงินให้ฝ่ายหญิงไปทั้งสิ้นรวมแปดหมื่นกว่าบาท  โดยครั้งสุดท้ายฝ่ายหญิงมาของเงินกับนายบุญพา ประมาณสี่หมื่นบาทแต่เงินของนายบุญพาไม่มีแล้ว จึงให้ไปเพียงแค่ สามหมื่นบาท เหลือเอาไว้ติดธนาคารแค่ เจ็ดบาทเท่านั้น

  เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าเศรษฐกิจตอนนี้กำลังแย่ และยังมีปัญหาเรื่องของการระบาดของไวรัสอีกทำให้นายบุญพา ไม่ค่อยมีรายได้ มีแต่รายจ่ายออกจนเงินหมดธนาคาร และหลังจากให้เงินไปฝ่ายหญิงก็เริ่มตีตัวออกห่าง ซึ่งเมื่อนายบุญพาไม่มีเงินจึงเอารถไปขายได้เงินมาหกหมื่นห้าพันบาท พอฝ่ายหญิงรู้เรื่องก็กลับมาหาพร้อมกับของเงิน ในวันที่ 12 เดือนพฤษภาคม ปี 2563

ซึ่งนายบุญพาให้ไป หนึ่งหมื่นห้าพันบาท และพอได้เงินไปแล้วหญิงสาวก็โทรมาขอเลิกกับนายบุญพา ซึ่งตอน หลัง นายบุญพามารู้ว่าเธอไปเป็นแพนกับเพื่อนสนิทของนายบุญพาเอง  เมื่อรู้ดังนั้น นายบุญพาจึงได้เดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ เพื่อเป็นการสั่งสอนไม่ให้หญิงสาวไปทำกับคนอื่นอีก

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  sagame66

ร้านนวดย่านข้าวสารสนองนโยบายรัฐเตรียมปิดร้าน 14 วัน

ร้านนวดย่านข้าวสารสนองนโยบายรัฐเตรียมปิดร้าน 14 วันแต่ร้านอาหารที่ อาร์ซีเอ ยืนยันจะเปิด

       จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าตอนนี้พบผู้ติดเชื้อทั้งหมด 177 ราย เสียชีวิตไปแล้ว 1 ราย รวมถึงตอนนี้มีกลุ่มคนต้องเฝ้าระวังว่ามีเกณฑ์ที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนามากถึง 7045 ราย แต่ในขณะเดียวกันวันนี้คือวันที่ 17 เดือนมีนาคม พ.ศ 2563 กลับพบว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามากถึง 30 คนด้วยกันภายในวันเดียวเท่านั้นเอง ใน 30 คนนี้มาจากผู้ที่ติดเชื้อมาจากสนามมวยและติดเชื้อมาจากสถานบันเทิงรวมถึงชาวต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศอิตาลี

และคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศแถมยังมีคนขับรถแท็กซี่ที่ได้รับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศขึ้นรถมา ซึ่งหลังจากที่จำนวนพูดติดเชื้อมีปริมาณมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนายกรัฐมนตรีจึงได้ออกมาแถลงการณ์ กับมาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาโดยมาตรการนี้จะมีการป้องกันทั้งทางด้านทางอากาศ ทางบกและทางน้ำโดยจะเข้มงวดเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองซึ่งใครจะเข้ามาในประเทศไทยจะต้องมีหลักฐานการแสดงตัวว่ามีการไปตรวจมาแล้วว่าไม่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

รวมถึงจะต้องมีใบรับรองแพทย์และใบประกันชีวิต จึงจะสามารถเดินทางเข้าประเทศได้และอีกประการหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีได้ออกมาแถลงการณ์ก็คือจะมีการหยุดจัดกิจกรรมวันสงกรานต์ โดยจะไปชดเชยการจัดงานสงกรานต์วันหลังและประกาศปิดสถานที่คิดว่ามีการเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส โควิด-19โดยจะให้ปิดทำการทั้งหมด 14 วัน  โดยจะเริ่มให้ปิดตั้งแต่วันที่ 28 ถึง 31 เดือนมีนาคมที่จะถึงนี้นอกจากจะเป็นสถานบันเทิงแล้วโรงภาพยนตร์ฟิตเนสหรือแม้แต่ร้านอาบอบนวดก็ต้องปิดด้วยเช่นเดียวกัน

และหลังจากการแถลงการณ์สภลงผลปรากฏว่าร้านค้าส่วนใหญ่ให้ผลตอบรับดีที่จะทำการปิดบริการชั่วคราวอย่างเช่นร้านนวดในถนนข้าวสารก็ตอบรับนโยบายเพราะว่าโดยปกติแล้วตอนนี้นักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยมีอยู่แล้วลดลงไปมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์ดังนั้นเพื่อเป็นการกำจัดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสให้ได้ผลดีที่สุดทางร้านในถนนข้าวสารจึงร่วมใจกันที่จะปิดบริการตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคมเป็นต้นไปและจะเปิดทำการอีกทีในวันที่ 31 มีนาคม

ที่จะถึงนี้แต่นโยบายนี้ก็ยังมีบางสถานที่ที่ไม่ยอมรับการปิดสถานบริการอย่างเช่นร้านอาหารแถวบริเวณ RCA ได้ออกมาบอกว่าจะยังคงมีการเปิดบริการตามปกติ เพราะทุกคนยังต้องกินต้องใช้ถ้าปิดกิจการไปแล้วก็ไม่มีเงินมาเป็นค่าใช้จ่าย แต่สำหรับร้านเหล้าผับบาร์มีการปิดไปแล้วก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะแถลงการณ์ เนื่องจากว่าไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเลย 

อาจารย์หื่นแชทชวนเด็กสวิงกิ้ง

มีรายงานข่าวเข้ามาเมื่อวันที่เจ็ดเดือนมีนาคมปีพ.ศ. 2563

โดยระบุว่ามีอาจารย์สอนวิชาฟิสิกส์คนหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่งของจังหวัดนครพนมโดยอาจารย์ท่านนี้มีพฤติกรรมชอบส่งข้อความไปให้เด็กนักเรียนผู้หญิงเป็นข้อความเกี่ยวกับเรื่องลามก หื่นกามและยังมีการส่งภาพโป๊ไปให้กับเด็กนักเรียนด้วยซึ่งล่าสุดยังมีการส่งข้อความชวนให้ไปสวิ่งกิ้งซึ่งทำให้เด็กนักเรียนหญิงหลายคนที่ได้รับข้อความจากอาจารย์คนนี้ต่างพากันหวาดกลัวหลายคนไม่อยากไปโรงเรียน

เพราะไม่อยากเจอกับอาจารย์คนนี้และยังมีนักเรียนหญิงอีกหลายคนที่คิดจะฆ่าตัวตายเพราะถูกอาจารย์คนนี้ส่งข้อความข่มขู่และก่อกวน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ถูกนำมาเผยแพร่จากผู้ปกครองของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่สังเกตพฤติกรรมของลูกสาวของตนเองพบว่าลูกสาวมีอาการเหม่อลอยและไม่อยากที่จะไปโรงเรียนจึงได้สอบถามลูกสาวและได้พบความจริงว่าลูกสาวถูกส่งข้อความมาก่อกวนในเชิงลามกอนาจารจากอาจารย์คนดังกล่าว

และยังมีเด็กนักเรียนหญิงอีกหลายคนที่ตกเป็นเหยื่ออาจารย์คนดังกล่าวแต่ทุกคนก็ไม่สามารถทำอะไรอาจารย์คนนั้นได้เพราะว่าอาจารย์คนนั้นรู้จักกับพรุ่งนี้อิทธิพลรวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังให้ความช่วยเหลืออาจารย์คนดังกล่าวอีกด้วยเพราะเคยมีคนนำข้อความของอาจารย์ คนดังกล่าวมาเปิดเผยแต่ก็ถูกทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อข่มขู่บังคับให้เด็กนักเรียนลบโพสต์ที่ได้โพสต์ประจานอาจารย์คนดังกล่าวรวมถึงยังบังคับให้ไปกราบขอโทษอาจารย์อีกด้วย

และจึงทำให้เด็กหลายคนไม่รู้จะทำยังไงหลังจากที่ชาวโซเชียลได้เห็นโพสต์ข้อความดังกล่าวต่างก็เข้ามาสอบถามกันมากมายว่าทำไมผู้อำนวยการโรงเรียนถึงไม่จัดการเรื่องนี้ ซึ่งมีคนเข้ามาตอบกระทู้ว่าผู้อำนวยการคนปัจจุบันเพิ่งย้ายมาถึงยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าวแต่คิดว่าตอนนี้ผู้อำนวยการน่าจะทราบเรื่องแล้วและคิดว่าน่าจะกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อยู่ส่วนทั้งผู้ปกครองของเด็กหญิงที่เป็นคนนำเรื่องราวออกมาเผยแพร่นั้น

ก็ได้ร้องเรียนกับทางสำนักข่าวลูกสาวถูกอาจารย์วิทยาศาสตร์และส่งข้อความมาให้ในเชิงชู้สาวทำให้ลูกสาวของตนเองไม่กล้าไปโรงเรียนแล้วก็ไม่มีครูคนไหนที่จะช่วยเหลือได้เลยเพราะทุกคนเกรงกลัวอิทธิพลของครูคนนี้กันมากเนื่องจากครูคนนี้มีแบคเป็นอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่งจึงอยากให้ทางนักข่าวช่วยกระจายข่าวนี้ให้เพื่อให้เรื่องถึงผู้หลักผู้ใหญ่จะได้ลงมาจัดการกับครูคนนี้สักที

     จากประวัติที่ผ่านมาของอาจารย์ที่สอนวิทยาศาสตร์คนนี้พบว่าเคยมีคนถ่ายคลิปอาจารย์คนดังกล่าวจากการไปงานสัมมนาแล้วตกดึกก็แอบเข้าห้องเด็กนักเรียนหญิงซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นอาจารย์คนนั้นแค่ถูกว่ากล่าวตักเตือนแต่ไม่ได้ถูกทำโทษอะไรเลยจึงไม่มีใครกล้าที่จะฟ้องร้องอาจารย์ก่อนดังกล่าวเพราะเกรงกลัวอิทธิพล

 

สนับสนุนโดย  BK8

ห้างพันทิพย์แจงแล้ว

ห้างพันทิพย์แจงแล้ว ไม่มีใครที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19  วอนหยุดแชร์ข่าวมั่ว 

      ก่อนหน้านี้มีการแชร์ข้อมูลกันมากผ่านข้อความไลน์  ว่ามีเจ้าของร้านค้าที่เปิดร้านขายของอยู่ในห้างพันทิพย์ ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และทางห้างพันทิพย์กำลังสั่งปิดห้างเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค  ซึ่งวันนี้ทางห้างพันทิพย์ได้ออกมาบอกแล้วว่า ตอนนี้ที่มีข่าวเกี่ยวกับผู้ประกอบการห้างที่ขายของอยู่ในห้างพันทิพย์สาขา งามวงศ์วาน

มีการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และตอนนี้ทางห้างกำลังมีการคุมเข้มเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยทางผู้บริหารของทางห้างพันทิพย์ออมาบอกว่า ทางห้างพันทิพย์ เพียงแค่ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคเท่านั้นแต่ยืนยันได้ว่าไม่มีใครที่ติดเชื้อไวรัสโควิด -19 แน่นอน และทางผู้บริหารของห้างพันทิพย์ยังได้ร้องขอมาผ่านทางสื่ออีกด้วยว่าขอให้หยุดการแชร์ข้อความดังกล่าวด้วย

เพราะจะเป็นการสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน แล้วจะไม่มีใครกล้าที่จะมาเดินทาง ซึ่งทางห้างพันทิพย์ยังบอกอีกด้วยว่า ตอนนี้ทางห้างมีการเตรียมมาตรการรัดกัดมากเกี่ยวกับการป้องกันการแพร่เชื้อไวรัส โดยทางห้างจะมีการจัดเตรียมสถานที่ให้มีเจลสำหรับล้างมือวางไว้โดยรอบรอบห้างเพื่อให้ลูกค้าใช้เจลได้เลย และที่สำค้ญทางห้างจะมีการฉีดยาฆ่าเชื้อให้เพื่อทำความสะอาดชั้นบรรยากาศในห้าง พร้อมยังกำชับให้พนักงานของห้างทุกคนคอยหมั่นทำความสะอาดมืออยู่เสมอ

      ทั้งนี้ข่าวลือมีการแพร่สะพัดไปทั่วและผู้คนต่างก็เริ่มหวาดกลัวการติดเชื้อเพราะว่าเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่ยืนอยู่ข้างข้างเราขณะนี้จะมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายหรือไม่ พวกเขาเพิ่งเดินทางกลับมาจากต่างประเทศและเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการแพร่เชื้อไวรัสหรือเปล่า นั่นก็เพราะว่ามีคนบางกลุ่มที่มาสร้างความหวาดระแวงให้กับประชาชนคนอื่นอื่น

  เพราะมีคนที่เห็นแก่ตัวเดินทางไปต่างประเทศแล้วไม่ยอมกักตัวเอง และยังออกมาเดินไปซื้อของไปกินอาหารตามสถานที่ต่างต่างไปทั่ว จนคนเริ่มหวาดระแวงกันเอง กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงเริ่มงดการออกจากบ้าน และพยายามไปในแหล่งที่มีคนเยอะให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะหากออกไปก็เกรงว่าจะได้รับเชื้อไวรัสมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งหากเหตุการณ์ยังเป็นอยู่แบบนี้คาดว่า ห้างสรรพสินค้าทั้งหลายอาจจะไม่ลูกค้าเดินทางไปช็อปปิ้ง ซื้อของ และนั่นจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของห้างและอาจจะทำให้ห้างต้องลดจำนวนพนักงานลงก็เป็นไปได้

 

ขอบคุณ  next88  ผู้ให้การสนับสนุนเรา

เตือนภัยหน้ากากอนามัยทั้งแพงทั้งบาง

 ในโลกออนไลน์ได้มีผู้ใช้ Facebook รายหนึ่ง

ได้มีการ post ภาพหน้ากากอนามัยที่มีสีเขียวแต่มีลักษณะบางมากมาแสดงในหน้า Facebookของตัวเองทั้งยังมีการเล่าเรื่องราวถึงที่มาของหน้ากากอนามัยดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการเตือนกลุ่มคนที่ต้องการซื้อหน้ากากอนามัยในช่วงนี้ให้มีการตรวจสอบหน้ากากก่อนที่จะซื้อให้ดีดี เพราะอาจจะเจอกับของที่ไม่ดีนำมาหลอกขายก็ได้

โดยเธอได้เล่าวันเธอและเพื่อนของเธอได้ไปเดินหาซื้อของกันที่วังหลัง  ซึ่งเป็นตลาดขายสินค้าที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งในขณะที่เดินหาซื้อของนั้นเธอสังเกตเห็นว่ามีแม่ค้ามาตั้งแผงหลายร้าน ที่นำหน้ากากอนามัยมาขาย เมื่อมองแล้วก็เหมือนกับทีเขาขายกันตามร้านขายยาทั่วไปจึงได้สั่งซื้อจำนวนทั้งสิ้น 8 แผ่นเพราะคิดว่าจะลองเอาไปใช้ดูก่อนถ้าดีก็จะมาซื้อเพิ่ม

ซึ่งแม่ค้าได้ก้มหยิบจากในกล่องด้านหลังให้ใหม่แล้วคิดเงิน 150 บาทซึ่งเธอก็ไม่ได้คิดอะไร ถือถุงหน้ากากอนามัยเดินออกมาแล้วไปเดินซื้อของกันต่อกับเพื่อนจนถึงเวลากลับบ้านเธอและเพื่อนเดินทางกลับโดยรถโดยสารซึ่งเมื่อเธอขึ้นไปบนรถจึงได้เปิดถุงเพื่อเอาหน้ากากที่เพิ่งซื้อมาจะใช้ก็ปรากฏว่า หน้ากากอนามัยที่ซื้อมามีลักษณะบางมาก

ซึ่งหากเปรียบกับหมูที่กินในร้านหมูกระทะ หน้ากากอนามัยนี้ยังบางกว่าเลย ซึ่งตนเองมองว่าหน้ากากอนามัยที่บางมากขนาดนี้จะไม่สามารถป้องกันเชื้อโรคได้ เพื่อนของเธอต่างก็บอกให้เธอเอากลับไปคืนแม่ค้าคงเดิมแต่เธอมองว่านั่งรถมาไกลแล้วและเสียรู้แม่ค้าไปแล้วจึงนำเรื่องดังกล่าวมาโพสต์เตือนเพื่อนคนอื่นอื่นใน Facebook จนกลายเป็นข่าวโด่งดังขึ้นมา

            และเมื่อนักข่าวเดินทางไปที่ตลาดวังหลัง ก็พบกับร้านค้าที่ขายหน้ากากอนามัยเป็นจำนวนมากจริงจริง ซึ่งหน้ากากที่วางขายก็มีหลายขนาดและหลายราคา โดยแม่ค้าได้บอกกับนักข่าวว่า หน้ากากที่รับมานั้นมีราคาสูงอยู่แล้ว เวลานำมาขายต่อก็ต้องขายให้ได้กำไร ส่วนราคาที่ไม่เท่ากันของหน้ากากนั้นก็เพราะว่ามีทั้งแบบหนา

และแบบบาง ตอนนี้หน้ากากอนามัยค่อนข้างหากมาขายยากดังนั้นคนทีนำมาขายต่อขายให้แม่ค้าแพง เมื่อรับมาแพงตัวแม่ค้าเองก็ต้องขายแพง และหากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับคนขายของแพงก็ควรจะไปจับกับผู้ผลิตเพราะส่งมาแพงไม่ควรจะมาจับแม่ค้า ซึ่งก่อนหน้านี้ประมาณอาทิตย์ที่แล้ว เหล่าแม่ค้าที่ตลาดวังหลังก็เพิ่งจะถูกจับกุมเรื่องที่ขายหน้ากากอนามัยแพงไป 

 

ขอบคุณที่ให้เรื่องราวให้นำมาเสนอโดย dewabet

แม่น้องต่ายหัวใจสลาย ลั่นไม่ให้อภัยมือปืนเด็ดขาด

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาที่โรงพยาบาลนิติเวชรามาธิบดีแพทย์

ได้เริ่มกระบวนการผ่าพิสูจน์ศพของน้องต่ายเหยื่อที่สามีคือในเจเข้าไปยิงที่คลินิกเสริมความงามณห้างสรรพสินค้าเซ็นจูรี่ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หน้าด้านพี่สาวของน้องต่ายก็อยู่ระหว่างการเตรียมการเอกสารเพื่อมารับศพของน้องต่ายไปบำเพ็ญกุศลซึ่งคาดการณ์ว่าในช่วงบ่ายก็จะสามารถนำร่างของน้องต่ายไปไว้ที่วัดได้ขณะเดียวกันนักข่าวก็ได้ไปสัมภาษณ์คุณนารีรัตน์

ซึ่งเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกับน้องต่ายสาเหตุที่ตายกับนายเจเลิกกันเป็นเพราะว่าในเจเป็นคนอารมณ์ร้อนหึงห่วงแล้วก็ชอบลงไม้ลงมือกับน้องต่ายอยู่เป็นประจำจนน้องต่ายทนไม่ไหวจนน้องต่ายต้องตัดขาดจากครอบครัวและออกมาอยู่ต่างหากห่างจากครอบครัวอยู่ห่างจากพ่อแม่เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาตามมาข่มขู่อีกจนน้องต่ายต้องหนีไปอาศัยอยู่กับเพื่อนเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา

แต่พอน้องต่ายนี้ไปอยู่กับเพื่อนนายเจก็ยังตามมาง้อและหลอกอุบายขอหย่ากับน้องต่ายเพื่อที่น้องต่ายจะได้ออกมาปรากฏตัวจนมีการไปเซ็นใบหย่ากันเกิดขึ้นในวันที่ 11 เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาก็มาก่อเหตุยิงน้องต่ายเสียชีวิตซึ่งทางคุณนารีรัตน์เล่าว่าก่อนหน้านี้นายเจก็ได้มีแฟนใหม่ไปแล้วแต่ก็ยังมาตามห่วงน้องต่ายอยู่ตลอดเวลา

ซึ่งเรื่องนี้ครอบครัวของน้องต่ายรู้เรื่องมาโดยตลอดและตลอด 10 ปีที่ผ่านมาและนายเจไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูทั้งน้องต่ายและลูกที่เกิดด้วยกัน 1คนซึ่งตอนนี้อายุเจ็ดขวบแล้วตอนนี้พ่อแม่ของน้องต่ายและลูกชายของน้องต่ายทราบเรื่องแล้วแต่ยังทำใจไม่ได้กับเรื่องที่เกิดขึ้นเชื่อว่าญาติทุกคนของน้องต่ายจะไม่มีวันให้อภัยกับนายเจถึงแม้ว่าในเจจะสำนึกผิดแล้วก็ตามส่วนนั้นแม่ของน้องต่ายก็ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวว่ายังช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

และยังทำใจไม่ได้ซึ่งแม่น้องต่ายได้บอกว่าจะไม่มีทางยกโทษและอโหสิกรรมให้กับนายเจแน่นอนโดยแม่ของน้องต่ายอยากให้คนที่ทำร้ายน้องต่ายได้รับโทษด้วยการถูกประหารชีวิต แม่ของน้องตายยังเล่าให้ฟังว่าหลังจากก่อเหตุแล้วนายเจยังได้โทรเข้ามาหาแม่ตอนเวลาประมาณ หนึ่งทุ่ม

พร้อมทั้งพูดคุยปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งที่ตอนนั้นแม่ได้รู้ข่าวแล้วว่านายเจได้ฆ่าน้องตายตายแล้วซึ่งแม่ก็ได้ดากลับนายเจเข้าไปในสาย แล้วหลังจากนั้นก็ติดต่อนายเจไม่ได้อีกเลย ซึ่งหลังจากนี้จะไม่ขอให้อภัยนายเจ อีกตลอดชีวิต เพราะนายเจ โหดร้ายเกินไป